ตกแต่งร้านขายยา , ออกแบบคลินิก , ออกแบบร้านขายยา , ตกแต่งร้านยา - การจัดแสดงสินค้า

ความหมายความสำคัญและวัตถุประสงค์ของการจัดแสดงสินค้า
การจัดแสดงสินค้า หมายถึง วิธีการนำเสนอสินค้าหรือความคิดให้แก่ผู้คนทั่วไปได้พบเห้น เพื่อให้ผู้ที่คาดว่าจะเป็นลูกค้ามีโอกาสพบเห็นและตัดสินใจซื้อสินค้านั้น นอกจากนี้ยังเป็นการปลูกฝั่งค่านิยมหรือสร้างความเป็นเอกลักษณ์ให้กับร้านค้าอีกด้วย

ความสำคัญของการจัดแสดงสินค้า

เป็นปัจจัยที่ช่วยให้กิจการใหญ่หรือเล็กประสบความสำเร็จ มียอดขายสูงตลอดเวลา

วัตถุประสงค์ของการจัดแสดงสินค้า

เพื่อส่งเสริมการขาย แนะนำสินค้าที่มีอยู่ในร้านเป็นการ Impulse Buying เพื่อเป็นการสร้างเอกลักษณ์และสร้างค่านิยมที่ดีให้กับร้านค้า

บทบาทและประเภทของสื่อโฆษณากับร้านค้าปลีก

การโฆษณาได้มีบทบาทในการจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภค เป็นการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับสินค้าหรือบริการให้ผู้บริโภคได้ทราบ การโฆษณาของร้านค้าปลีกแบ่งได้เป็น 2 ประเภท คือ การโฆษณาเพื่อส่งเสริมการขายสินค้าโดยตรง และการโฆษณาเพื่อส่งเสริมสถาบัน สื่อโฆษณาที่ผู้ค้าปลีกสามารถเลือกใช้ได้หลายประเภทคือ Newpaper, Magazine, Direct Mail,
Television, Radio, Outdoor Advertising

ลักษณะของกิจการค้าปลีก กับการจัดแสดงสินค้า
กิจการเกือบทุกประเภทจะใช้การจัดแสดงสินค้าช่วยในการส่งเสริมการขาย แตกต่างว่าจะใช้เพื่อสร้างยอดขายหรือสร้างค่านิยม สร้างภาพลักษณ์ให้กับสินค้าหรือบริการ ในการดำเนินงานการจัดแสดงสินค้ากิจการอาจจัดเองหรือจ้างผู้เชี่ยวชาญมาดำเนินการให้ ขึ้นอยู่กับขนาดและลักษณะของกิจการ งบประมาณ เช่นกิจการค้าปลีกขนาดเล็กพื้นที่ของร้านไม่มากนักไม่จำเป็นต้องมีฝ่ายจัดแสดงกิจการจัดแสดงเองได้ที่สำคัญต้องเน้นบรรยากาศภายในร้าน สะอาด สะดวก สะดุดตาน่าสนใจก็สามารถเรียกความสนใจจากลูกค้าได้ แต่ถ้าเป็นกิจการค้าปลีกขนาดใหญ่มีพื้นที่มากก็จำเป็นจะต้องมีฝ่ายจัดแสดงที่มีความเชี่ยวชาญมาดำเนินการจัดแสดงสินค้า

สภาพภายนอกและภายในร้านค้าปลีก
สภาพภายนอกร้านค้าเปรียบเสมือนหน้าตาหรืเครื่องแต่งกายของคนที่จะเชิญชวนให้ลูกค้าอยากเข้าร้านหรือไม่ดังนั้นพ่อค้าปลีกต้องตรวจสอบสภาพภายนอกของร้านค้าตนเองโดยดูจากตัวอาคาร ทางเดินเข้า-ออกของร้าน ที่จอดรถสำหรับลูกค้า
หน้าร้าน หน้าต่างโชว์

สภาพภายในร้านค้า เมื่อสภาพภายนอกร้านดึงดูดใจให้ลูกค้าเข้าร้านแล้วสภาพภายในก็ควรให้ลูกค้าเกิดความประทับใจในการเดินเลือกซื้อสินค้า สภาพภายในร้านค้าที่กิจการควรให้ความสนใจคือ ทางด้านเข้า-ออก บรรยากาศภายในร้าน ความสะอาดของร้าน การจัดวางสินค้าเป็นหมวดหมู่ตามชนิดตามประเภทของสินค้า

การจัดแสดงสินค้าภายในร้าน (Inteerior Display)
กิจการให้ความสำคัญกับการจัดแสดงสินค้าภายในร้านโดยการจัดสรรพื้นที่ใช้สอยภายในร้านให้เกิดประโยชน์สูงสุดแต่ต้องคำนึงถึงความสะดวกสบายที่ลูกค้าจะได้รับจากการเดินเลือกซื้อสินค้าภายในร้าน การจัดแสดงที่ใช้หลักศิลปะมาช่วยในการกำหนดหมวดหมู่ ประเภทของสินค้า จัดวางในที่ที่เหมาะสมสวยงามทำให้ลูกค้าเกิดความสะดวกในการเลือกชมสินค้า เป็นการเร่งการตัดสินใจซื้อให้เร็วขึ้น การจัดแสดงสินค้าภายในร้านแบ่งเป็น 6 ประเภท
1. Top of Counter Display เป็นการจัดแสดงสินค้าบนโต๊ะ สินค้ามีนำหนักเบา
2. Open Display เป็นการจัดแสดงแบบเปิดเพื่อให้ลูกค้าได้รับความสะดวกในการหยิบชมสินค้า
3. Closed Display เป็นการจัดแสดงสินค้าในตู้เคาน์เตอร์ เหมาะสำหรับสินค้าที่มีราคาสูง
4. Wall Display เหมาะสำหรับร้านค้าที่มีพื้นที่ผนังกว้างและว่างเปล่า สินค้าที่นำไปจัดแสดงบนผนังควรมีนำหนักเบา
5. Hangiiiiing Display เป็นการนำสินค้าไปแขวนไว้กับราวหรือหมุด เป็นการใช้พื้นที่เพดานที่ว่างเปล่าให้มีประโยชน์
6. Archeteetural Display เป็นการจัดแสดงสินค้าเชิงสถาปัตยกรรมจัดสินค้าในลักษณะสภาพแว้ดล้อมเหมือนจริง

การจัดแสดงสินค้าในหน้าต่างโชว์หน้าร้านถือเป็น "ดวงตา" ของร้านที่จะคอยดึงดูดความสนใจจากลูกค้าที่เดินผ่านไปมาและหยุดพิจรณาสินค้าที่จัดแสดง แบ่งออกได้เป็น 3 ประเภท

1. Single Display เป็นการจัดแสดงสินค้าไว้ด้านหลังของผนังด้านหน้าของร้านค้าซึ่งเป็นกระจกแบนราบ
2. Conner Display เป็นการจัดส่วนมุมด้านหน้าของร้านโดยใช้ผนังด้านหน้าและด้านข้างทำมุมจัดหน้าต่างโชว์
3. Island Display เหมาะสำหรับร้านค้าที่มีพื้นที่กว้าง เพราะการจัดไม่มีส่วนใดติดอยู่กับผนังของร้าน ลูกค้ามองเห็นได้ทุกด้าน

ลักษณะการจัดแสดงสินค้าหน้าต่างโชว์
1. One Item Window (หน้าต่างโชว์แสดงสินค้าอย่างเดียว)
2. Related Merchandise in Theme Window (หน้าต่างโชว์แสดงสินค้าที่สัมพันธ์ก้นเป็นชุด)
3. Related Merchandise not in Theme Window (หน้าต่างโชว์แสดงสินค้าที่สัมพันธ์กันต่างชุด)
4. Single Line of Good Window (หน้าต่างโชว์แสดงสินค้าตามประเภท)
5. Miscellaneous Window Display (หน้าต่างโชว์สินค้าหลายประเภท)
6. Season Window (หน้าต่างโชว์ตามเทศกาล)
7. Special Feature Window Display (หน้าต่างโชว์ตามวาระพิเศษ)


วิธีการใช้สีมี 4 ประการ คือ
1. การใช้สีด้วยการผสมเนื้อสีเข้าด้วยกัน ซึ่งต้องมีตัวละลายสี เช่น สีน้ำต้องผสมด้วยน้ำ สีน้ำมันต้องผสมด้วยน้ำมัน เป็นต้น
2. การใช้สีด้วยการผสมของแสง
3. การใช้สีด้วยการระบายเป็นจุด เป็นการให้สีผสมกันในดวงตา
4. การใช้สีด้วยการระบายเป็นแผ่นแล้วนำมาประดับติดต่อกัน
คุณสมบัติของสี
1. สีที่มีคุณสมบัติโปร่งแสง ได้แก่ สีน้ำ กระจกสี กระดาษสีโปร่งแสง
2. สีที่มีคุณสมบัติทึบแสงปานกลาง ได้แก่ สีโปสเตอร์ สีฝุ่น กระดาษสี สีอะคลีลิค
3. สีที่มีคุณสมบัติทึบแสง ได้แก่ สีน้ำมัน สีพลาสติก กระดาษสี กระเบื้องเคลือบสี

การออกแบบตกแต่งและวัสดุอุปกรณ์
หลักในการออกแบบจัดแสดงสินค้า
ในหน่วยนี้จะเสนอแนวทางการออกแบบ เพื่อให้ผู้ที่เกี่ยวข้องกับการจัดแสดงสินค้า นำไปใช้ในการออกแบบการจัดแสดงสินค้าออกมามีคุณค่าด้านความงาม กระตุ้นความสนใจจากลูกค้า ทำให้ร้านค้าขายสินค้าได้

หลักเบื้องต้นในการออกแบบจัดแสดงสินค้า
ประกอบด้วย
1. ส่วนประธานและส่วนรอง
2. ความเป็นเอกภาพ (Unity)
3. ความสมดุล (Balance) มี 2 ลักษณะ คือ ความสมดุลแบบซ้ายขวาเท่ากัน ความสมดุลแบบซ้ายขวาไม่เท่ากัน
4. การเน้น (Emphasis) มี 2 วิธี คือ การเน้นด้วยรูปร่าง รูปทรง ขนาด, การเน้นด้วยสี
5. การซ้ำกัน (Repetition)
6. ความประสานกลมกลืน (Harmony) เกิดจาก ความกลมกลืนกันด้วยเส้น, ความกลมกลืนกันด้วยสี, ความกลมกลืนกันด้วยขนาด, ความกลมกลืนกันด้วยรูปร่าง, ความกลมกลืนกันด้วยทิศทาง
7. ความขัดแย้งกัน (Contrast) มีหลายลักษณะ ได้แก่ ความขัดแย้งกันด้วยเส้น, ความขัดแย้งกันด้วยสี, ความขัดแย้งกันด้วยรูปร่าง, ความขัดแย้งกันด้วยขนาด, ความขัดแย้งกันด้วยทิศทาง
8. จังหวะ (Rhythm)
9. สัดส่วน (Proportion)

วิธีการจัดวางสินค้า
การจัดวางสินค้าแบบเดียวกัน สีสันอย่างเดียวกัน จัดวางอย่างเป็นระเบียบอาจไม่สร้างความสะดุดตาแก่ผู้พบเห็น ยอดขายไม่เพิ่มขึ้น ดังนั้น การจัดวางสินค้าควรได้รับการออกแบบเสียก่อนว่าควรจะจัดวางสินค้าลัษณะใดจึงจะสร้างความสนใจให้กับลูกค้า

วิธีการจัดวางสินค้าตามหลักการออกแบบที่ดี มีดังนี้

1. การจัดวางสินค้าแบบซ้ำกัน (Repetition)
2. การจัดวางสินค้าแบบสมดุล (Balance) มี 2 ลักษณะ ความสมดุลแบบเป็นทางการ, ความสมดุลแบบไม่เป็นทางการ
3. การจัดวางสินค้าแบบกระจายรัศมี (Radiation)
4. การจัดวางสินค้าแบบขั้นบันได (Stair-Step)
5. การจัดวางสินค้าแบบซิกแซก (Zig-Zag)
6. การจัดวางสินค้าแบบปิระมิด (Pyramid)
7. การจัดวางสินค้าแบบสลับ (Alternation)
8. การจัดวางสินค้าแบบเรียงขนาด (Gradation)
9. การจัดวางสินค้าแบบเน้น (Emphasis)
10. การจัดวางสินค้าแบบผสานกลมกลืน (Harmony)
11. การจัดวางสินค้าแบบขัดแย้งกัน (Contrast)

การเลือกซื้อวัสดุอุปกรณ์

การจัดหาวัสดุอุปกรณ์ในการตกแต่งร้านค้าและการจัดแสดงสินค้า ต้องให้เหมาะสมกับลักษณะของสินค้า กลุ่มลูกค้าเป้าหมาย ภาพลักษณ์ของร้านค้า ในการจัดซื้อจัดหาวัสดุอุปกรณ์ทั้งหลายต้องกำหนดให้ชัดเจนว่า จัดซื้อจัดหามาเพื่ออะไร จะได้จัดหาได้ถูกต้องเหมาะสมกับการใช้งาน
ปัจจัยที่ใช้ประกอบการพิจรณาเลือกซื้อวัสดุอุปกรณ์
1. ลักษณะของกลุ่มตลาดเป้าหมายของร้านค้าว่าอยู่ระดับใด
2. วัสดุและอุปกรณ์ไม่ควรดึงดูดความสนใจของลูกค้าไปจากตัวสินค้าที่จัดแสดง
3. วัสดุอุปกรณ์และเครื่องตกแต่งควรเหมาะสมกับสินค้าแต่ละชนิด
4. บริการที่จะให้กับลูกค้า
5. ค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาวัสดุอุปกรณ์ตกแต่ง

วัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ในการตกแต่ง
การใช้วัสดุอุปกรณืในการตกแต่งขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของสินค้าแต่ละชนิด โดยทั่วไปวัสดุที่ใช้ในการตกแต่งได้แก่
1. ผ้าชนิดต่าง ๆ
2. กระดาษ
3. วัสดุที่เป็นเส้นหรือเป็นแถบ
4. ไม้
5. พลาสติก
6. โฟม
7. โลหะต่าง ๆ
8. กระดาษติดฝาผนัง
9. วัสดุอื่น ๆ

ค่าใช้จ่ายในการจัดแสดงสินค้า
การจัดทำงบประมาณค่าใช้จ่ายในการจัดแสดงสินค้าอยู่ในงบประมาณการส่งเสริมการขาย ควรมีความยืดหยุ่น สามารถจัดสรรการใช้ตามความเหมาะสม ตามสถานการณ์การต่าง ๆ ได้อย่างสมเหตุสมผล ไม่ควรกำหนดเป็นจำนวนที่แน่นอนตายตัว การจัดทำประมาณการจะจัดทำ หลังจากที่ฝ่ายบริหารกำหนดนโยบายการจัดแสดงสินค้าประจำปี

ค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นในการจัดแสดงสินค้า
1. เงินเดือนประจำสำหรับผู้ที่เกี่ยวข้องกับงานจัดแสดงสินค้า
2. ค่าจ้าง (ค่าจ้างผู้จัดแสดงสินค้าที่มีความชำนาญ)
3. ค่าวัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ประกอบการตกแต่งการจัดแสดงสินค้า
4. ค่าออกแบบการจัดแสดงสินค้า (ค่าจ้างมัณฑนากรออกแบบ)
5. ค่าใช้จ่ายอื่น ๆ

วิธีการประมาณค่าใช้จ่ายในการจัดแสดงสินค้า
1. ประมาณการจากยอดขาย (คิดเป็นร้อยละจากยอดขายที่คาดว่าจะขายได้)
2. ประมาณการตามจุดประสงค์ของงาน (ตัวเลขที่ได้จะค่อนข้างแน่นอน)
3. ประมาณการตามคู่แข่งขัน

รูปแบบการประเมินผลการจัดแสดงสินค้า
เป็นการนำเอาผลงานการจัดแสดงสินค้าในช่วงระยะเวลาที่กำหนด มาวิเคราะห์ว่าผลออกมาเป็นอย่างไร โดยเปรียบเทียบกับเกณฑ์มาตรฐานที่ตั้งไว้ เพื่อนำผลไปใช้เป็นแนวทางในการวางแผนการจัดแสดงสินค้าในครั้งต่อไป

รูปแบบการประเมินผลการจัดแสดงสินค้า
1. การประเมินผลในเชิงปริมาณ เกณฑ์การประเมินอาจกำหนดในรูปของ
- ยอดขาย
- จำนวนผู้เข้าร้านค้า
- ผลกำไร
- ประเมินจากคำตอบที่ได้รับจากการสำรวจโดยใช้แบบสอบถาม

2. การประเมินผลในเชิงคุณภาพ (วัดความพึงพอใจโดยใช้วิธีการสังเกต)
การประเมินการจัดแสดงสินค้า ทำได้ 2 วิธี คือ
- การสังเกตการณ์
- การประเมินผลโดยใช้แบบประเมิน

1. การจัดแสดงสินค้าในหน้าต่างโชว์

1.1 การพิจรณาเลือกสินค้า
- ควรเลือกสินค้าที่กำลังอยู่ในความต้องการของลูกค้า
- เป็นสินค้าที่อยู่ระหว่างการมีโฆษณาพร้อม ๆ กัน
- เป็นสินค้าใหม่ที่ต้องการแนะนำ
- เป็นสินค้าที่ทำกำไรให้กับร้าน
- เป็นสินค้าที่ทันสมัยทันต่อเหตุการณ์
1.2 ขั้นตอนการเตรียมการจัดแสดงสินค้า
- วางแผนการจัดแสดงสินค้า
- การเลือกสินค้าที่ต้องการนำมาจัดแสดง
- การเตรียมพื้นที่และวัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ในการจัดแสดง
- ตรวจสอบพื้นที่ วัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ในการจัดแสดงอีกครั้ง
- จัดเตรียมบุคลากรที่จะใช้ในการปฎิบัติงานจัดแสดงสินค้า
- ดำเนินการจัดแสดงสินค้าตามขั้นตอนต่าง ๆ


2. การจัดแสดงสินค้าภายในร้าน

2.1 การจัดแสดงสินค้าทั่วทั้งร้าน ต้องคำนึงถึงวิธีการดำเนินงานของร้านค้าว่าเป็นร้านค้าแบบใด เช่น ร้านค้าแบบ Full Service ร้านค้าแบบ Limited Service หรือร้านค้าแบบ Selfl Service เพื่ออำนวยความ สะดวกให้กับลูกค้า จะต้องจัดทางเดินของลูกค้าและการจราจรภายในร้านในการเดินเลือกชมและซื้อสินค้า

2.2 การจัดแสดงสินค้าเฉพาะจุด ได้แก่ ด้านหน้าร้าน ด้านหลังร้าน จุดที่ใกล้กับเครื่องเก็บเงิน และพื้นที่ที่มีการจราจรหนาแน่น

แนวทางปฎิบัติเกี่ยวกับการจัดแสดงสินค้าภายในร้าน
1. ศึกษาถึงวัตถุประสงค์ของการจัดแสดงสินค้าในครั้งนั้นว่าเพื่ออะไร
2. พิจรณาประเภท ลักษณะ ขนาดของสินค้าที่จะนำมาจัดแสดง
3. เลือกพื้นที่ที่จะใช้ในการจัดแสดงให้เหมาะสม
4. เหมาะสมกับเวลา
5. ข้อพิจรณาเกี่ยวกับความงาม