แนวทางการบริหารจัดการร้าน

  • วิธีการทุจริตของลูกค้าในร้านค้าปลีก

  • 1. การเปลี่ยนราคาสินค้า (Price Changing)
    การเปลี่ยนราคาสินค้า เป็นวิธีการทุจริตที่ลูกค้านิยมทำวิธีหนึ่ง เนื่องจากเป็นวิธีที่มีความเสี่ยงต่ำ กล่าวคือ ลูกค้าลอกฉลากราคาของสินค้าที่มีราคาต่ำกว่า มาติดสินค้าที่มีราคา สูงกว่า วิธีนี้จะทำได้ง่ายมาก หากฉลากบอกราคาเป็นชนิดที่ลอกออกมาติดใหม่ได้ง่าย หรือใน ร้านค้าที่ใช้ปากกาธรรมดาเขียนที่ฉลากบอกราคา
    วิธีการดังกล่าวมักทำโดยมือสมัครเล่น มากกว่านักขโมยสินค้ามืออาชีพ (ยกเว้นในกรณีที่มีพนักงานในร้านร่วมมือด้วย) เนื่องจากลูกค้ายังคงต้องจ่ายเงินค่าสินค้า และถ้าลูกค้าเปลี่ยนฉลากที่มีราคาต่ำเกินไปมาติด อาจทำให้พนักงานรู้สึกผิดสังเกตได้ง่าย ปัจจุบันร้านค้าปลีกขนาดใหญ่ ก็มักใช้ป้ายราคาแบบที่ไม่สามารถลอกออกมาติดใหม่ได้ หรือใช้ระบบการอ่านจากราคารหัสสินค้า (Bar Code) ซึ่งทำให้การทุจริตด้วยวิธีดังกล่าวลดลงไปมาก

  • 2. การซ่อนสินค้าไว้กับตัว (Crotch)
    วิธีนี้เป็นวิธีที่ตรวจพบมากในอเมริกา จากการสำรวจพบว่ามีนักขโมยสินค้ามืออาชีพจำนวนไม่น้อยนิยมใช้วิธีนี้ โดยเฉพาะผู้หญิงจะทำได้สะดวกมาก กล่าวคือ ลูกค้าจะใส่กระโปรงยาวๆ หรือเสื้อตัวใหญ่ๆ ในบางครั้งพบสินค้าจำนวนไม่น้อยซ่อนมาในชุดคลุมท้อง แต่ส่วนใหญ่ ที่พบ ลูกค้ามักจะซ่อนมาระหว่างขา โดยใช้กล้ามเนื้อต้นขาที่ฝึกมาเป็นพิเศษหนีบออกมา
    ในต่างประเทศเคยพบสินค้าที่หนักมากถึง 12 ปอนด์ ถูกหนีบออกมา ในขณะที่ เมืองไทย เคยพบ ซุปไก่สกัด กล่องขนาดบรรจุ 12 ขวด ถูกขโมยโดยการหนีบออกมา
    การป้องกันสามารถทำได้ โดยฝึกให้พนักงานสังเกตการเดินของลูกค้าที่มีลักษณะ ผิดสังเกต โดยเฉพาะอย่างยิ่งลูกค้าที่ใส่กระโปรงหนาๆ ยาว และมีขนาดความกว้างมากๆ

  • 3. การแอบซ่อนสินค้าไว้ในกระเป๋าหรือสินค้าอื่น (Purse of Other Merchandise)
    วิธีนี้คล้ายกับวิธีที่สอง โดยลูกค้าแอบนำสินค้าที่ต้องการ ซึ่งส่วนใหญ่จะนิยมทำกับสินค้าขนาดเล็ก ใส่ไว้ในกระเป๋าถือที่นำเข้ามาด้วย บางครั้งเคยพบลูกค้าที่เข้ามาพร้อมรถเข็นที่มีเด็กนั่งอยู่ แอบเอาสินค้าใส่ไว้ในช่องของรถเข็นเด็กด้วยสินค้าที่มีวางขายในร้านเอง ก็เป็นอีกเครื่องมือหนึ่งที่ใช้ในการซ่อนสินค้า เช่น การแอบเปลี่ยนเอาสินค้าที่มีราคาแพงกว่า ใส่แทนในกล่องสินค้าที่มีราคาถูกกว่า เช่น แอบใส่เครื่องสำอางในกล่องยาสีฟัน หรือเปลี่ยนหลอดไฟฟ้ารุ่นที่มีราคาแพงกว่า ใส่ในกล่องของรุ่นที่มีราคาต่ำกว่า เป็นต้น แม้กระทั่งหนังสือพิมพ์ที่มีขายในร้านก็เป็นเครื่องมือหนึ่ง ที่ถูกใช้เป็นที่ใส่ สินค้าอื่นที่ขโมยมา รวมทั้งสินค้ากลุ่มเครื่องมือ และอุปกรณ์ซ่อมแซม ที่มีชิ้นส่วนหลายชิ้นรวมอยู่ในกล่องหรือห่อ ก็เป็นสินค้าที่ง่ายต่อการซ่อนสินค้าอื่น ที่มีลักษณะคล้ายกันไว้ข้างใน เนื่องจากพนักงานขายไม่ค่อยรู้ว่ามีอุปกรณ์ใดบ้าง เป็นส่วนประกอบจริงของสินค้า และไม่ค่อยอยากเสียเวลาตรวจสอบ

  • 4. การซ่อนสินค้าในห้องลองเสื้อผ้า (Fitting Room)
    การมีห้องให้ลูกค้าทดลองเสื้อผ้า สำหรับร้านค้าแบบให้บริการตัวเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งซุปเปอร์เซ็นเตอร์ ซึ่งเป็นที่นิยมมากในเมืองไทยในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ก็นับเป็น ดาบสองคมสำหรับร้านค้า เพราะเป็นเครื่องอำนวยความสะดวก ให้ลูกค้าสามารถแอบซ่อนสินค้าได้สะดวกขึ้น บางครั้งเป็นการยากที่พนักงานในร้านจะจดจำว่า ลูกค้าถือเสื้อผ้าชุดไหนเข้าไปลองบ้าง ทำให้ลูกค้าบางรายแอบใส่เสื้อผ้าใหม่บางชุดไว้ภายในโดยใส่ชุดเดิมทับ หรืออาจแอบนำเอาสินค้าอื่นๆ เข้าไปซุกซ่อนในร่างกายขณะอยู่ในห้องลองเสื้อผ้า

  • 5. การสร้างสถานการณ์เพื่อหันเหความสนใจ (Diverting Attention)
    บางครั้งลูกค้าหาวิธี ที่ทำให้พนักงานในร้านหันเหความสนใจไปทางอื่น หรือสร้างสถานการณ์ให้พนักงานทิ้งพื้นที่ พนักงานต้องใช้เวลาในการค้นหา หรือต้องเข้าไปเอาในห้องเก็บสินค้า บางครั้งการหกล้ม การทะเลาะวิวาท อาการเป็นลม การเจ็บป่วยกระทันหัน ที่ทำให้พนักงานต้องออกจากพื้นที่ขาย หรือบริเวณเครื่องเก็บเงิน เพื่อดูเหตุการณ์ หรือเพื่อช่วยเหลือ ก็เป็นวิธีหนึ่งที่ลูกค้านำมาใช้ในการขโมยเงินหรือสินค้า

  • 6. วิธีการอื่นๆ (Other)
    นอกเหนือจาก 5 วิธีการข้างต้นแล้ว ยังมีวิธีการอื่นๆ อีกหลายวิธี ที่ลูกค้านำมาใช้ภายใต้สถานการณ์ต่าง ๆ เพื่อขโมยสินค้า เช่น ร้านสะดวกซื้อแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ เคยพบลูกค้าสองคนเดินตามกันเข้ามาในร้าน เมื่อพนักงานอยู่ระหว่างการคิดเงินค่าสินค้าให้กับลูกค้าคนแรก ลูกค้าคนที่สองก็เดินถือเบียร์ 3 ขวด ออกจากร้าน โดยพูดกับลูกค้าคนแรกว่า “เอาเบียร์ไป 3 ขวดนะ จ่ายเงินให้ด้วย จะไปรอที่บ้าน” แล้วก็ซ้อนรถจักรยานยนต์ออกไป เมื่อพนักงานขาย คิดเงินค่าเบียร์กับลูกค้าคนแรก เขาก็ไม่ยอมจ่าย อ้างว่าไม่รู้จักกับคนที่เพิ่งออกไป นี่ก็เป็นอีกหนึ่งในหลายๆ วิธี ที่แม้จะไม่พบบ่อยนัก แต่ก็เป็นความสูญเสียของร้านค้าปลีกที่ต้องเผชิญอยู่เสมอ